กลับไปยังบทความทั้งหมด

ฮอร์โมนเพศชายตามอายุ: ค่าปกติ อาการต่ำ และการตรวจ

Updated
ตรวจทานโดยทีมแพทย์ Healthi Life
ฮอร์โมนเพศชายตามอายุ: ค่าปกติ อาการต่ำ และการตรวจ

ฮอร์โมนเพศชายลดลงราว 1.6% ต่อปีหลังวัยกลางคน แต่ตัวเลขเดียวไม่ได้บอกว่าต้องรักษา บทความนี้อธิบายค่าปกติตามช่วงอายุ อาการฮอร์โมนเพศชายต่ำ วิธีตรวจ และเมื่อไรควรพบแพทย์

หน้านี้ให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษา ผลลัพธ์ของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน ยาและเปปไทด์ทุกรายการที่ระบุในหน้านี้จ่ายให้เฉพาะหลังการปรึกษาแพทย์ที่ Healthi Life และตามใบสั่งแพทย์ ราคาที่เผยแพร่มีไว้เพื่อความโปร่งใส ไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อจำหน่าย ควรปรึกษาแพทย์ผู้มีใบอนุญาตเกี่ยวกับอาการของคุณเสมอ ดูรายละเอียดได้ที่ ข้อสงวนสิทธิ์ทางการแพทย์ฉบับเต็ม.

ฮอร์โมนเพศชายหรือเทสโทสเตอโรน (testosterone) ในผู้ชายลดลงราว 1.6% ต่อปีเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน ตามข้อมูลจากงานวิจัยMassachusetts Male Aging Study ที่ติดตามผู้ชายตั้งแต่วัยกลางคน ส่วนเทสโทสเตอโรนที่ร่างกายนำไปใช้ได้ (bioavailable testosterone) ลดลงเร็วกว่า คือราว 2–3% ต่อปี แต่ตัวเลขเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าใครจะมีอาการหรือใครต้องรักษา ความเร็วของการลดลงต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นกับสุขภาพโดยรวม สัดส่วนไขมันในร่างกาย คุณภาพการนอน และภาวะเมตาบอลิก แพทย์จึงอ่านค่าฮอร์โมนเพศชายควบคู่กับไบโอมาร์กเกอร์อื่น อาการ และประวัติสุขภาพ ก่อนตัดสินใจว่าควรดูแลอย่างไร

ประเด็นสำคัญ

  • ช่วงค่าอ้างอิงแบบปรับมาตรฐานของเทสโทสเตอโรนรวมในผู้ชายสุขภาพดี ไม่อ้วน อายุ 19–39 ปี คือ 264–916 ng/dL และห้องปฏิบัติการแต่ละแห่งรายงานช่วงค่าปกติของตนเอง
  • หลังวัยกลางคน เทสโทสเตอโรนรวมลดลงราว 1.6% ต่อปี และส่วนที่ร่างกายใช้ได้ลดลงราว 2–3% ต่อปี
  • น้ำหนักเกิน ภาวะดื้ออินซูลินหรือเบาหวาน การสูบบุหรี่ โรคหัวใจและหลอดเลือด และภาวะซึมเศร้า อธิบายการลดลงที่ดูเหมือนเกิดจากอายุได้เป็นส่วนใหญ่
  • ผลตรวจที่ต่ำต้องยืนยันด้วยการตรวจซ้ำในตอนเช้าขณะงดอาหาร การตรวจครั้งเดียวไม่เพียงพอ
  • การรักษาด้วยเทสโทสเตอโรนเป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น และแพทย์ตัดสินใจหลังการตรวจและประเมินอาการแล้ว

ปรับปรุงเมื่อ 12 ตุลาคม 2026 ทบทวนเทียบกับเอกสารวิชาการที่อ้างอิงด้านล่าง

ฮอร์โมนเพศชายคืออะไร และทำหน้าที่อะไรในร่างกาย

เทสโทสเตอโรนเป็นฮอร์โมนเพศชายหลักที่สร้างจากอัณฑะ โดยมีสมองส่วนไฮโปทาลามัสและต่อมใต้สมองเป็นผู้สั่งการผ่านฮอร์โมน LH (luteinizing hormone) ระบบนี้เรียกว่าแกนไฮโปทาลามัส–ต่อมใต้สมอง–อัณฑะ เทสโทสเตอโรนช่วยในการสร้างโปรตีนของกล้ามเนื้อ การสะสมแร่ธาตุในกระดูก ความต้องการทางเพศ และยังมีตัวรับฮอร์โมนนี้อยู่ในสมอง โดยเฉพาะบริเวณที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความจำ และการรับรู้มิติสัมพันธ์

ในเลือด เทสโทสเตอโรนส่วนใหญ่จับอยู่กับโปรตีนชื่อ SHBG (sex hormone-binding globulin) ส่วนที่ไม่ได้จับกับโปรตีนเรียกว่าเทสโทสเตอโรนอิสระ (free testosterone) ซึ่งเป็นส่วนที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพ เมื่ออายุมากขึ้น SHBG สูงขึ้นและจับฮอร์โมนไว้มากขึ้น เทสโทสเตอโรนอิสระจึงลดลงเร็วกว่าเทสโทสเตอโรนรวม

ฮอร์โมนเพศชายปกติตามช่วงอายุอยู่ที่เท่าไร

งานวิจัยที่สร้างช่วงค่าอ้างอิงแบบปรับมาตรฐานรายงานว่า เทสโทสเตอโรนรวมในผู้ชายสุขภาพดี ไม่อ้วน อายุ 19–39 ปี อยู่ระหว่าง 264–916 ng/dL ห้องปฏิบัติการแต่ละแห่งยังคงรายงานช่วงค่าปกติของตนเอง จึงควรอ่านผลเทียบกับช่วงค่าที่ระบุในใบผลตรวจ

ตัวอย่างเช่น ผู้ชายอายุ 25 ปีที่มีค่า 600 ng/dL อยู่ในเกณฑ์ปกติ หากชายคนเดียวกันอายุ 55 ปีมีค่า 400 ng/dL ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติตามมาตรฐานห้องปฏิบัติการ แต่การลดลงนั้นเกิดขึ้นจริง ตัวเลขจึงต้องอ่านคู่กับแนวโน้มและอาการเสมอ

ช่วงอายุ สิ่งที่งานวิจัยพบ ข้อควรรู้
19–39 ปี เทสโทสเตอโรนรวม 264–916 ng/dL (ผู้ชายสุขภาพดี ไม่อ้วน) ระดับสูงสุดอยู่ในช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น รวมถึงเทสโทสเตอโรนอิสระ
30–50 ปี ลดลงต่อเนื่อง แต่ความเร็วต่างกันมากในแต่ละคน ผู้ชายอายุ 40 ปีสองคนอาจมีค่าต่างกันมาก ตามสัดส่วนไขมัน ความไวต่ออินซูลิน และวิถีชีวิต
วัยกลางคนขึ้นไป เทสโทสเตอโรนรวมลดลงราว 1.6% ต่อปี ส่วนที่ร่างกายใช้ได้ลดลงราว 2–3% ต่อปี เทสโทสเตอโรนอิสระลดลงเร็วกว่าค่ารวม เพราะ SHBG สูงขึ้น
60 ปีขึ้นไป ยังคงลดลงต่อ บางคนยังมีระดับใกล้เคียงคนหนุ่มจนถึงอายุ 70 กว่าปี บางคนต่ำกว่าเกณฑ์ตั้งแต่อายุ 60 กว่าปี ความแตกต่างมาจากพันธุกรรม โรคเรื้อรัง ยาที่ใช้ และการออกกำลังกาย

ช่วงอายุ 20 ปี: ระดับสูงสุด

ร่างกายสร้างเทสโทสเตอโรนได้มากที่สุดในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และเทสโทสเตอโรนอิสระซึ่งเป็นส่วนที่ออกฤทธิ์ก็สูงที่สุดในช่วงนี้เช่นกัน

ช่วงอายุ 30–50 ปี: ลดลงทีละน้อย

ระหว่างอายุ 30–50 ปี ฮอร์โมนเพศชายลดลงอย่างต่อเนื่องแต่ไม่เท่ากันในแต่ละคน บทความทบทวนปี 2024 เรื่องการลดลงของเทสโทสเตอโรนตามอายุ อธิบายว่าความชราส่งผลต่อแกนไฮโปทาลามัส–ต่อมใต้สมอง–อัณฑะ และต่อเซลล์ในอัณฑะที่สร้างฮอร์โมน และระบุว่าความปลอดภัยระยะยาวของการเสริมเทสโทสเตอโรนยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่

กราฟการลดลงของฮอร์โมนเพศชายตามอายุ

หลังอายุ 60 ปี: ไม่ใช่ทุกคนจะลดลงเท่ากัน

หลังอายุ 60 ปี เทสโทสเตอโรนยังคงลดลงต่อ แต่การลดลงนี้ไม่ได้เกิดกับทุกคนในแบบเดียวกัน งานทบทวนด้านฮอร์โมนกับความชราของ Endocrine Society รายงานว่า ในการศึกษาที่ตรวจด้วยวิธีแมสสเปกโทรเมตรี น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ภาวะดื้ออินซูลินหรือเบาหวาน การสูบบุหรี่ โรคหัวใจและหลอดเลือด และภาวะซึมเศร้า อธิบายการลดลงที่ดูเหมือนเกิดจากอายุได้เป็นส่วนใหญ่

อะไรทำให้ฮอร์โมนเพศชายลดลงเร็วกว่าวัย

อายุไม่ใช่ปัจจัยเดียว มีทั้งปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนได้และปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้

ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนได้

  • เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง
  • ระยะเวลาและคุณภาพการนอน
  • ภาวะดื้ออินซูลินและเบาหวานชนิดที่ 2
  • ความเครียดเรื้อรังและคอร์ติซอล (cortisol) ที่สูง
  • การไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
  • การดื่มแอลกอฮอล์เกินระดับปานกลาง

ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้

  • ความแปรผันทางพันธุกรรมที่มีผลต่อการสร้างฮอร์โมนเพศชาย
  • เคยได้รับเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา
  • การบาดเจ็บหรือการติดเชื้อที่อัณฑะ
  • ความผิดปกติของต่อมใต้สมองหรือไฮโปทาลามัส

ผู้ชายที่มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรมมักมีฮอร์โมนเพศชายลดลงชัดเจนกว่า ภาวะดื้ออินซูลินรบกวนแกนไฮโปทาลามัส–ต่อมใต้สมอง–อัณฑะ ทำให้ต่อมใต้สมองหลั่ง LH น้อยลง อัณฑะจึงสร้างเทสโทสเตอโรนได้น้อยลง การแก้ไขความไวต่ออินซูลินอาจช่วยให้ระดับฮอร์โมนดีขึ้นได้บางส่วน แม้ไม่ได้ใช้ฮอร์โมนจากภายนอก

ฮอร์โมนเพศชายต่ำมีอาการอย่างไร

ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนที่ฮอร์โมนลดลงจะต้องรักษา แพทย์จะพิจารณาตรวจเมื่อมีอาการที่สอดคล้องกับภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ เช่น

  • อ่อนเพลียต่อเนื่อง แม้นอนหลับเพียงพอ
  • มวลกล้ามเนื้อหรือแรงลดลง แม้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ความต้องการทางเพศลดลง หรือมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
  • อารมณ์เปลี่ยนแปลง หงุดหงิดง่าย หรือมีอาการซึมเศร้า
  • ไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง
  • สมาธิและความคิดไม่แจ่มใส หรือที่เรียกกันว่าสมองล้า

อาการเหล่านี้เพียงอย่างเดียวยืนยันไม่ได้ว่าฮอร์โมนต่ำ เพราะคล้ายกับอาการของโรคไทรอยด์ ภาวะขาดวิตามินดี และความผิดปกติของการนอน การตรวจที่ครบจึงควรรวม TSH, free T3, free T4, วิตามินดี และ HbA1c ไปพร้อมกับการตรวจฮอร์โมนเพศชาย

ตรวจฮอร์โมนเพศชายอย่างไร และควรตรวจเมื่อไร

ควรเจาะเลือดในตอนเช้า ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนสูงที่สุดของวัน การตรวจครั้งเดียวยังไม่พอ แนวทางเวชปฏิบัติของ Endocrine Society แนะนำให้ยืนยันผลที่ต่ำด้วยการตรวจซ้ำในตอนเช้าขณะงดอาหาร และคำแนะนำของ MedlinePlus เรื่องการตรวจเทสโทสเตอโรน ก็แนะนำให้ยืนยันผลที่ต่ำก่อนพูดคุยเรื่องการรักษา

รายการตรวจฮอร์โมนเพศชายที่ครบถ้วน

การตรวจเพื่อวินิจฉัยประกอบด้วยเทสโทสเตอโรนรวม เทสโทสเตอโรนอิสระ และ SHBG แพทย์บางท่านจะตรวจ LH และ FSH (follicle-stimulating hormone) เพิ่มเติม เพื่อแยกว่าฮอร์โมนต่ำเกิดจากอัณฑะเอง (ปฐมภูมิ) หรือเกิดจากต่อมใต้สมองหรือไฮโปทาลามัส (ทุติยภูมิ)

สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาการรักษา แพทย์จะตรวจค่าต่อไปนี้เพิ่ม

  • ฮีมาโทคริตและฮีโมโกลบิน
  • ค่า PSA (prostate-specific antigen) ของต่อมลูกหมาก
  • เอสตราไดออล (estradiol)
  • ค่าเอนไซม์ตับ
  • ระดับไขมันในเลือด

ค่าเหล่านี้ใช้ติดตามความปลอดภัยระหว่างการรักษา เพราะการรักษาตามที่แพทย์สั่งอาจเพิ่มการสร้างเม็ดเลือดแดง และหากฮีมาโทคริตสูงเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจและหลอดเลือด

ตรวจฮอร์โมนเพศชายที่ Healthi Life

ที่ Healthi Life การตรวจฮอร์โมนเพศชาย ราคา ฿12,000 ใช้การเจาะเลือดตอนเช้า และแพทย์อ่านผลร่วมกับอาการของคุณแบบตัวต่อตัว ส่วนผู้ที่ต้องการภาพรวมสุขภาพกว้างกว่านั้นสามารถดูการตรวจสุขภาพได้

ขั้นตอนการตรวจฮอร์โมนเพศชาย

ฮอร์โมนเพศชายต่ำส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร

ฮอร์โมนเพศชายต่ำสัมพันธ์กับความเสี่ยงสุขภาพหลายอย่างที่พบมากขึ้นตามอายุ แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้แปลว่าเป็นสาเหตุ ผู้ชายที่ฮอร์โมนต่ำมีโอกาสเป็นเมตาบอลิกซินโดรม เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า แต่ยังถกเถียงกันอยู่ว่าฮอร์โมนต่ำเป็นต้นเหตุ หรือเป็นผลจากโรคเหล่านี้

กล้ามเนื้อและกระดูก

ผู้ชายที่ฮอร์โมนต่ำเรื้อรังสูญเสียมวลกล้ามเนื้อเร็วกว่า และความหนาแน่นกระดูกลดลงมากกว่า ฮอร์โมนเพศชายต่ำยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงกระดูกหักที่สูงขึ้นในผู้ชายสูงวัย การออกกำลังกายแบบมีแรงต้านและการกินโปรตีนให้พอช่วยชะลอการสูญเสียกล้ามเนื้อได้ แต่ทดแทนสัญญาณการสร้างกล้ามเนื้อจากฮอร์โมนได้ไม่ทั้งหมด หากฝึกสม่ำเสมอแล้วแรงหรือกล้ามเนื้อยังลดลง ควรพิจารณาตรวจไบโอมาร์กเกอร์

อารมณ์และความจำ

การศึกษาเชิงสังเกตพบความสัมพันธ์ระหว่างฮอร์โมนเพศชายต่ำกับภาวะซึมเศร้าและการถดถอยของความคิดความจำ แต่การศึกษาเชิงทดลองยังให้ผลไม่ชัดเจน ในการศึกษา Testosterone Trials ผู้ชายอายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีฮอร์โมนต่ำและความจำเสื่อมตามวัย ซึ่งได้รับเทสโทสเตอโรนนาน 1 ปี มีความจำและการทำงานของสมองด้านอื่นไม่ต่างจากกลุ่มที่ได้ยาหลอก แพทย์จึงไม่สั่งจ่ายเทสโทสเตอโรนเพื่อหวังผลด้านความจำเพียงอย่างเดียว

หัวใจและหลอดเลือด

ผลของเทสโทสเตอโรนต่อหัวใจยังเป็นประเด็นถกเถียง บางการศึกษาชี้ว่าฮอร์โมนต่ำเพิ่มความเสี่ยงหลอดเลือดแดงแข็ง ภาวะดื้ออินซูลิน และอ้วนลงพุง ในการศึกษา TRAVERSE ซึ่งศึกษาผู้ชายอายุ 45–80 ปีที่มีภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำและมีโรคหัวใจหรือมีความเสี่ยงสูง การใช้ฮอร์โมนทดแทนไม่ด้อยกว่ายาหลอกในด้านเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดรุนแรง แต่กลุ่มที่ได้เทสโทสเตอโรนพบภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ไตบาดเจ็บเฉียบพลัน และลิ่มเลือดอุดตันในปอดบ่อยกว่า

ระหว่างการรักษา แพทย์จะติดตามฮีมาโทคริต ความดันโลหิต และระดับไขมันในเลือด ผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่แล้วต้องติดตามใกล้ชิดกว่า แนวทางเวชปฏิบัติของ Endocrine Society แนะนำให้แพทย์อธิบายประโยชน์และความเสี่ยงของการรักษาและการติดตามผลกับผู้ป่วยทุกรายก่อนเริ่มรักษา

เมื่อไรจึงควรพิจารณารักษา และรักษาอย่างไร

ค่าที่ต่ำไม่ได้หมายความว่าต้องรักษาเสมอไป แพทย์พิจารณาทั้งตัวเลข แนวโน้ม และภาพรวมทางคลินิก การรักษาด้วยเทสโทสเตอโรนเป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น และตัดสินใจหลังการตรวจแล้วเท่านั้น

เกณฑ์ที่แพทย์ใช้พิจารณา

  1. เทสโทสเตอโรนรวมต่ำ ยืนยันจากการตรวจตอนเช้าขณะงดอาหาร 2 ครั้งแยกกัน
  2. มีอาการที่เข้ากับภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ
  3. ได้แก้ไขสาเหตุอื่นแล้ว เช่น ยาที่ใช้อยู่ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือโรคอ้วน
  4. ผู้ป่วยเข้าใจความเสี่ยง การติดตามผล และระยะเวลาของการรักษา

ผู้ที่มีเทสโทสเตอโรนรวมใกล้ขอบล่างของค่าปกติอยู่ในพื้นที่สีเทา แนวทางของ Endocrine Society แนะนำให้ตรวจเทสโทสเตอโรนอิสระในกลุ่มนี้ แล้วใช้ค่านั้นร่วมกับความรุนแรงของอาการในการตัดสินใจ

รูปแบบของฮอร์โมนทดแทน

  • ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • เจลทาผิวหนัง: มีความเสี่ยงที่ยาจะติดไปยังคนใกล้ชิดผ่านการสัมผัสผิว
  • ยาฝังใต้ผิวหนัง
  • เจลพ่นจมูก: ใช้น้อยกว่า

แต่ละรูปแบบมีข้อจำกัดต่างกัน เช่น เทคนิคการฉีด หรือความเสี่ยงที่ยาจะติดผิวผู้อื่นเมื่อใช้เจล แพทย์ผู้สั่งจ่ายเป็นผู้เลือกรูปแบบและกำหนดขนาดยา ตามประวัติ ความต้องการของผู้ป่วย และผลการติดตาม

ดูแลฮอร์โมนเพศชายด้วยวิถีชีวิตได้อย่างไร

การปรับวิถีชีวิตไม่ได้ทดแทนการรักษาทางการแพทย์เมื่อฮอร์โมนต่ำจริงทางคลินิก แต่ช่วยชะลอการลดลงและช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่อการรักษาได้ดีขึ้น

การนอนหลับ

เทสโทสเตอโรนเพิ่มขึ้นระหว่างการนอน ในการศึกษาขนาดเล็กในชายหนุ่มสุขภาพดี การจำกัดการนอนเหลือคืนละ 5 ชั่วโมงนาน 1 สัปดาห์ ทำให้เทสโทสเตอโรนช่วงกลางวันลดลง 10–15% ภาวะหยุดหายใจขณะหลับซึ่งพบบ่อยในผู้ชายอายุเกิน 50 ปีรบกวนการสร้างฮอร์โมนในตอนกลางคืน ส่วนการรักษาภาวะนี้ด้วยเครื่อง CPAP จะเพิ่มฮอร์โมนได้หรือไม่นั้นยังไม่มีข้อสรุป

ปัจจัยด้านวิถีชีวิตที่มีผลต่อฮอร์โมนเพศชาย

การออกกำลังกายแบบมีแรงต้านและสัดส่วนร่างกาย

การออกกำลังกายแบบมีแรงต้านกระตุ้นการสร้างเทสโทสเตอโรนในระยะสั้นและช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ ท่าที่ใช้กล้ามเนื้อหลายมัด เช่น สควอท เดดลิฟต์ และท่าดัน ให้การตอบสนองของฮอร์โมนมากที่สุด ปริมาณการฝึกมีผล แต่การฝึกหนักเกินไปทำให้คอร์ติซอลสูงและกดการสร้างเทสโทสเตอโรน การลดไขมันในช่องท้องช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลินและลดการทำงานของเอนไซม์อะโรมาเทส (aromatase) ซึ่งเปลี่ยนเทสโทสเตอโรนเป็นเอสตราไดออลในเนื้อเยื่อไขมัน

แร่ธาตุและวิตามิน

สังกะสี แมกนีเซียม และวิตามินดี มีส่วนในการสร้างเทสโทสเตอโรน การขาดอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้สร้างได้น้อยลง การเสริมช่วยแก้ภาวะขาด แต่ไม่ได้เพิ่มฮอร์โมนให้สูงกว่าระดับเดิมในผู้ที่ไม่ได้ขาด การศึกษาเชิงสังเกตพบว่าวิตามินดีที่สูงกว่าสัมพันธ์กับเทสโทสเตอโรนที่สูงกว่า แต่ยังไม่ชัดเจนว่าการเสริมเป็นสาเหตุของการเพิ่มขึ้นหรือไม่

เมื่อไรควรพบแพทย์เรื่องฮอร์โมนเพศชาย

ผู้ชายที่อายุเกิน 40 ปี และมีอาการอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ กล้ามเนื้อลดลง อารมณ์เปลี่ยน หรือมีปัญหาทางเพศ ควรขอตรวจฮอร์โมนและเมตาบอลิกให้ครบ ผลต่ำเพียงครั้งเดียวไม่ได้แปลว่าต้องรักษา แพทย์จะยืนยันผล หาสาเหตุที่แก้ไขได้ และพูดคุยว่าการรักษาเหมาะกับเป้าหมายสุขภาพและความเสี่ยงของคุณหรือไม่

การตรวจโดยไม่มีแพทย์อ่านผลอาจทำให้แปลผลไม่ครบ และนำไปสู่การใช้ยาเองอย่างไม่เหมาะสม การประเมินที่ดีประกอบด้วยการเจาะเลือดตอนเช้า 2 ครั้ง การตรวจเทสโทสเตอโรนอิสระและ SHBG และการประเมินอาการกับความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือดโดยแพทย์ เป้าหมายไม่ใช่การไล่ตามตัวเลข แต่คือการเข้าใจว่าฮอร์โมนต่ำมีส่วนกับอาการหรือไม่ และการรักษาปลอดภัยและน่าจะช่วยได้หรือไม่

ข้อมูลการประเมินสุขภาพชายดูได้ที่ บริการสุขภาพชายและฮอร์โมน

คำถามที่พบบ่อย

ผู้ชายอายุ 50 ปี ควรมีฮอร์โมนเพศชายเท่าไร

ไม่มีค่าเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน ห้องปฏิบัติการแต่ละแห่งมีช่วงค่าปกติของตนเอง และความแตกต่างระหว่างบุคคลมีมาก ผู้ชายที่มีค่า 450 ng/dL และไม่มีอาการไม่จำเป็นต้องรักษา ส่วนผู้ที่มีค่า 350 ng/dL ร่วมกับอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อลด และความต้องการทางเพศลดลง แพทย์จะพิจารณาว่าเหมาะกับการรักษาหรือไม่ หลังทบทวนผลตรวจตอนเช้าที่ยืนยันแล้ว 2 ครั้ง และตัดสาเหตุอื่นออกแล้ว

ฮอร์โมนเพศชายต่ำทำให้อ้วนขึ้นหรือไม่

ฮอร์โมนต่ำสัมพันธ์กับไขมันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง และมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง ความสัมพันธ์นี้เป็นสองทาง ฮอร์โมนต่ำทำให้ไขมันสะสมง่าย และไขมันส่วนเกินก็เร่งให้ฮอร์โมนลดลงผ่านเอนไซม์อะโรมาเทส การแก้ไขฮอร์โมนอาจช่วยให้สัดส่วนร่างกายดีขึ้น แต่อาหารและการออกกำลังกายยังเป็นปัจจัยหลัก

เพิ่มฮอร์โมนเพศชายแบบธรรมชาติได้หรือไม่

การนอนให้พอ การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน การลดไขมัน การจัดการความเครียด และการแก้ภาวะขาดแร่ธาตุ ช่วยชะลอการลดลง และอาจเพิ่มระดับได้ในผู้ที่เริ่มจากภาวะที่ร่างกายไม่สมดุล แต่ไม่สามารถคืนระดับให้เท่าวัยหนุ่มในผู้ที่มีภาวะฮอร์โมนต่ำจากอายุหรือจากอัณฑะเอง

หลังอายุ 40 ปี ควรตรวจฮอร์โมนเพศชายบ่อยแค่ไหน

ผู้ที่มีอาการควรตรวจเทสโทสเตอโรนเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจไบโอมาร์กเกอร์ที่กว้างขึ้น ผู้ที่ไม่มีอาการและค่าปกติไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปี ส่วนผู้ที่ใช้ฮอร์โมนทดแทนต้องติดตามผลสม่ำเสมอ ถี่ขึ้นในปีแรก แล้วปีละครั้งหากคงที่ ตามตารางที่แพทย์กำหนด โดยตรวจเทสโทสเตอโรน ฮีมาโทคริต PSA และเอนไซม์ตับ

ทำไมต้องเจาะเลือดตรวจฮอร์โมนเพศชายตอนเช้า

เพราะระดับเทสโทสเตอโรนสูงที่สุดในตอนเช้า การเจาะเลือดช่วงเวลาอื่นอาจได้ค่าต่ำกว่าความจริง แนวทางของ Endocrine Society จึงแนะนำให้ยืนยันผลที่ต่ำด้วยการตรวจซ้ำในตอนเช้าขณะงดอาหาร

แหล่งอ้างอิง


ฮอร์โมนเพศชายลดลงตามอายุในแบบที่คาดได้ แต่ความเร็วต่างกันในแต่ละคน ขึ้นกับพันธุกรรม วิถีชีวิต และสุขภาพเมตาบอลิก ตัวเลขในใบผลตรวจเป็นเพียงข้อมูลหนึ่งของการประเมินที่กว้างกว่า หากคุณมีอาการที่สงสัยว่าเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศชายต่ำ สามารถนัดตรวจฮอร์โมนเพศชายที่ Healthi Life เอกมัย กรุงเทพฯ เพื่อให้แพทย์อ่านผลร่วมกับสัดส่วนร่างกาย การนอน และความเสี่ยงหัวใจ แล้ววางแผนการดูแลที่เหมาะกับคุณ

เนื้อหานี้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ยาและผลิตภัณฑ์ทุกรายการที่ระบุในหน้านี้จ่ายให้เฉพาะหลังการปรึกษาแพทย์ที่ Healthi Life และตามใบสั่งแพทย์ หน้านี้ไม่เผยแพร่ขนาดยา ขนาดยากำหนดโดยแพทย์ผู้สั่งจ่าย ราคาที่เผยแพร่มีไว้เพื่อความโปร่งใส ไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อจำหน่าย

ตรวจทานโดยทีมแพทย์ Healthi Life